ความเชื่อ

จากจุดที่ดิ่งที่สุดในชีวิต สู่การค้นพบ "รักแท้" ที่เปลี่ยนทุกความสิ้นหวังให้เป็นพลัง

เรื่องราวของ: คุณนิด - จุฬาลักษณ์ สมจิตร

วิ่งตามหาความรักเพื่อเติมเต็มใจ จนชีวิตดิ่งลงสู่จุดต่ำสุด

ฉันเติบโตมาด้วยความรู้สึกมีปมในใจ ลึกๆ ฉันรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้รับความอบอุ่นและการใส่ใจจากครอบครัวเท่าที่ควร ความรู้สึกโหยหานี้ทำให้ฉันพยายามวิ่งตามหาความรักจากคนนอกบ้าน หวังว่าใครสักคนจะมาเติมเต็มความรู้สึกว่างเปล่านี้ได้ แต่สิ่งที่ฉันทำลงไปกลับเป็นการใช้กำลังของตัวเอง ฉันพึ่งพาคนอื่นมากกว่าพระเจ้า เปลี่ยนแฟนบ่อยครั้ง ทุ่มเทให้ความรักจนไม่เผื่อใจ แต่สุดท้ายก็จบลงด้วยความผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ชีวิตของฉันเริ่มเสียศูนย์อย่างหนัก ฉันพยายามหนีปัญหาด้วยการพึ่งพาการพนันจนติดงอมแงม หวังเพียงรวยทางลัดเพื่อมาดูแลครอบครัว แต่ยิ่งเล่นก็ยิ่งจมลึกลงไป ในด้านความรัก ฉันเลือกทางเดินเองโดยไม่ได้แสวงหาน้ำพระทัยพระเจ้า จนต้องเผชิญกับความสัมพันธ์ที่ทำร้ายทั้งร่างกายและจิตใจอย่างรุนแรง ฉันต้องหนีหัวซุกหัวซุนออกมาตัวเปล่า ไม่มีเงินติดตัวแม้แต่บาทเดียว ต้องไปอาศัยอยู่ในแคมป์คนงานสังกะสีในสลัม ใช้ห้องน้ำรวม ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่น่ากลัวและอันตราย ในตอนนั้นฉันรู้สึกต้อยต่ำ ไร้ค่า เป็นโรคซึมเศร้า 

และเคยคิดอยากจะจบชีวิตตัวเองเพื่อหนีจากความทุกข์นี้

เมื่อภาระบีบคั้น สู่สถานที่อโคจรและบาดแผลที่ลึกกว่าเดิม

ในช่วงที่โควิด-19 ระบาด ชีวิตที่แย่อยู่แล้วกลับยิ่งยากลำบากขึ้นไปอีก เมื่อความรักครั้งใหม่ที่คิดว่าเป็นที่พึ่งพังทลายลงจากการถูกคบซ้อน ฉันรู้สึกสิ้นหวังจนถึงขีดสุด ในขณะเดียวกัน ภาระปากท้องของลูกๆ และคนในครอบครัวก็บีบบังคับให้ฉันต้องตัดสินใจทำในสิ่งที่ฝืนใจที่สุด นั่นคือการไปทำงานเป็นนักเต้นในบาร์อะโกโก้

สำหรับคนที่เคยมีสังคมการทำงานที่ดีและมีหน้ามีตา การต้องก้าวเข้าไปอยู่ในสถานที่นั้นเป็นเรื่องที่เจ็บปวดมาก ฉันไม่ได้ชอบดื่ม ไม่ชอบความมึนเมา ไม่ชอบสังคมที่ต้องใส่หน้ากากเข้าหากัน ฉันเต็มไปด้วยความกลัวและความกังวล หลายครั้งฉันตั้งคำถามกับพระเจ้าทั้งน้ำตาว่า "ทำไมฉันต้องมาอยู่ตรงนี้?" แต่ถึงแม้จะอยู่ในสถานที่ที่มืดมิดและเต็มไปด้วยการแก่งแย่งชิงดี ฉันก็ยังคงอธิษฐาน ร้องเรียกหาพระเจ้า และพยายามทำหน้าที่ของตัวเองเพื่อความอยู่รอดของครอบครัว โดยไม่ลืมที่จะแบ่งปันสิ่งดีๆ ให้คนรอบข้างเท่าที่ทำได้

มือที่ยื่นมาในความมืด: การกลับบ้านที่เต็มไปด้วยความรัก

แม้ในวันที่ฉันรู้สึกว่าตัวเองเดินหลงทางและอยู่ไกลจากพระเจ้ามากที่สุด แต่พระองค์ไม่เคยทอดทิ้งฉันเลย จุดเปลี่ยนสำคัญที่ดึงฉันกลับมาหาแสงสว่าง คือ "ความรักจากครอบครัวฝ่ายจิตวิญญาณ" พี่เลี้ยงและพี่น้องในกลุ่มเซลล์ที่คริสตจักร ไม่เคยปล่อยมือฉัน

พระเจ้าทรงทำงานผ่านผู้คนของพระองค์ ทั้งการติดต่อไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบ การหนุนใจจากแม่บาส คำแนะนำและการเตือนสติอย่างห่วงใยจากครูอ๋อย ข้อความหนุนใจในเฟซบุ๊ก รวมถึงบทเพลงนมัสการที่คอยปลอบประโลมใจ ความรักที่ไม่มีเงื่อนไขเหล่านี้ละลายกำแพงในใจฉัน ทำให้ฉันตัดสินใจพาตัวเองกลับมาที่โบสถ์ เข้ากลุ่มเซลล์ และรับการสร้างชีวิตใหม่อีกครั้ง

ชีวิตใหม่ หัวใจดวงเดิมที่ได้รับการเยียวยา

วันนี้ชีวิตของฉันได้รับการเปลี่ยนแปลงอย่างสิ้นเชิง ฉันสามารถเลิกการพนันได้อย่างเด็ดขาด ก้าวออกมาจากอาชีพที่ไม่ถวายเกียรติพระเจ้า และที่สำคัญคือ พระเจ้าทรงรักษาโรคซึมเศร้าและบาดแผลในใจของฉันจนหายสนิท ฉันเรียนรู้ที่จะรักตัวเอง รักพระเจ้า และรักผู้อื่นอย่างแท้จริง

พระเจ้ายังได้ประทาน "คู่พระพร" หรือคู่ชีวิตที่พระองค์ทรงจัดเตรียมไว้ให้ เขาเป็นคนที่รักฉันและครอบครัว คอยสนับสนุนฉันในการเดินกับพระเจ้า และเรายังได้มีโอกาสนำครอบครัวและคนรอบข้างมาเชื่อในพระองค์ด้วย จากชีวิตที่เคยพังทลาย วันนี้ฉันได้ถวายตัวรับใช้พระเจ้าอย่างเต็มที่ ด้วยหัวใจที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความหวัง

แด่คุณ... ที่กำลังรู้สึกสิ้นหวังและไร้ค่า

หากวันนี้คุณกำลังเผชิญกับปัญหาที่หนักหน่วง หรือรู้สึกว่าชีวิตนี้มันผิดพลาดมามากเกินกว่าจะแก้ไข ฉันอยากบอกคุณว่า "คุณมีค่าในสายตาของพระเจ้ามาก มากถึงขนาดที่พระองค์ยอมสละชีวิตเพื่อคุณได้"

ขออย่าเพิ่งหมดหวังนะคะ ไม่ว่าคุณจะบอบช้ำมาแค่ไหน พระเจ้ามองทะลุเข้าไปถึงหัวใจของคุณ พระองค์เข้าใจ ไม่เคยซ้ำเติม และพร้อมจะให้อภัยเสมอ ลองมอบหัวใจที่แตกสลายนี้ให้พระองค์ทรงเยียวยารักษาดูสิคะ ให้โอกาสตัวเองได้เริ่มต้นใหม่... ถ้าพระเจ้าฉุดฉันขึ้นมาจากจุดที่ดิ่งที่สุดได้ พระองค์ก็ทรงช่วยคุณได้เช่นกันค่ะ

อย่าแบกความทุกข์ไว้คนเดียว
ระบายความหนักใจกับเรา