คำถามชีวิต

เลิกเป็นคนแสนดี...ถ้ามันทำให้ใจเราพัง

ทำไมความ “เห็นอกเห็นใจ” (Empathy) ถึงไม่ต้องแจกฟรีให้ทุกคน? เมื่อการใจดีผิดคน ทำร้ายระบบสมองและจิตใจของเรามากกว่าที่คิด

ตั้งแต่เด็กจนโต เรามักจะถูกผู้ใหญ่และสังคมสอนมาตลอดว่า "ต้องเป็นคนดีนะ", "ต้องรู้จักเห็นอกเห็นใจคนอื่นสิ" หรือ "ยอมๆ ไปเถอะ อย่ามีปัญหาเลย"

คำสอนเหล่านี้ทำให้ Gen Y และ Gen Z หลายคนเติบโตมาเป็น People-Pleaser (คนที่ยอมทำทุกอย่างเพื่อให้คนอื่นพอใจ) เราพยายามเข้าใจปัญหาของทุกคน พยายามเป็นที่ปรึกษาที่ดี พยายามรับฟังแม้ว่าเรื่องนั้นจะโคตรท็อกซิก... แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับกลายเป็นว่า หลายครั้งที่เราใจดี เรากลับถูกรังแก ถูกเอาเปรียบ และถูกล้ำเส้นจนไม่เหลือชิ้นดี

ถ้าวันนี้คุณกำลังเหนื่อยกับการเป็นคนแสนดีที่ไม่มีใครเกรงใจ... ขอให้อ่านบทความนี้ แล้วคุณจะพบว่า การปฏิเสธที่จะมอบความเห็นอกเห็นใจให้กับ "บางคน" ไม่ใช่เรื่องผิดเลยครับ

ทฤษฎีสมอง: เมื่อความใจดี... สวนทางกับสัญชาตญาณเอาตัวรอด

ลองเอาความรู้เรื่องกลไกสมองจากบทความก่อนๆ มาอธิบายเรื่องนี้กันครับ

การที่คุณมอบความ "เห็นอกเห็นใจ" (Empathy) ให้ใครสักคน สมองส่วนหน้าของคุณต้องใช้พลังงานสูงมากในการคิดวิเคราะห์ สวมบทบาท และพยายามเข้าใจมุมมองของเขา

แต่ปัญหามันเกิดตอนที่คุณพยายามไปมอบ Empathy ให้กับ "คนที่เป็นพิษ (Toxic People)" หรือคนที่จ้องจะเอาเปรียบคุณครับ!

เมื่อคนเหล่านั้นล้ำเส้น หรือพูดจาทำร้ายจิตใจคุณ ศูนย์เตือนภัยในสมองอย่าง Amygdala จะส่งสัญญาณเตือนภัยสีแดงวาบขึ้นมาทันทีว่า "เฮ้ย! คนนี้อันตราย ถอยออกมา!" แต่วัฒนธรรมความเชื่อที่บอกให้เรา "ต้องใจดี" กลับไปบังคับให้เราฝืนยิ้มและทำดีกับเขาต่อไป

การทำแบบนี้ คือการที่เรากำลัง "หักหลังระบบป้องกันตัวเอง" ของร่างกายครับ! เมื่อเราดื้อดึงไม่ฟังเสียงเตือนภัยของตัวเองบ่อยๆ สมองจะเกิดความเครียดสะสม ฮอร์โมน Cortisol จะพุ่งสูงปรี๊ด นำไปสู่ภาวะสมองอักเสบ และเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคซึมเศร้าหรือวิตกกังวลในที่สุด (เห็นไหมครับว่า การใจดีผิดคน มันทำร้ายลึกถึงระดับเซลล์ประสาทเลยนะ)

ความเห็นอกเห็นใจ ไม่ใช่ "บุฟเฟต์" ที่ใครจะมากินฟรีๆ ก็ได้

ความเข้าอกเข้าใจ (Empathy) เป็นทรัพยากรที่มีค่าและมีวันหมดครับ มันไม่ใช่ไวไฟฟรีที่คุณจะต้องเปิด Public ให้ใครก็ไม่รู้มาเชื่อมต่อและสูบเน็ตคุณไปจนหมด

คนที่เอาเปรียบคุณ เขาไม่ได้มองว่าความใจดีของคุณคือ "ความเมตตา" แต่เขามองว่ามันคือ "ความอ่อนแอ" ที่เขาจะกอบโกยเท่าไหร่ก็ได้

ดังนั้น การมีความเห็นอกเห็นใจ จึงไม่จำเป็นต้องมีให้กับทุกคนครับ เรามีสิทธิ์เต็มที่ที่จะ "เลือก" ว่าใครควรได้รับพลังงานดีๆ จากเราไป และใครที่เราควรตัดจบแล้วเดินหนีออกมาโดยไม่ต้องรู้สึกผิด

หยุดพัก เพื่อขีดเส้นขอบเขตให้ตัวเอง

ลองกำมือทั้งสองข้างให้แน่น... สูดหายใจเข้าลึกๆ
จากนั้นค่อยๆ คลายมือออก พร้อมกับพ่นลมหายใจออกยาวๆ

บอกกับตัวเองเบาๆ ว่า:
"ความใจดีของฉัน มีไว้สำหรับคนที่เห็นค่ามันเท่านั้น"
"การปฏิเสธคนที่เอาเปรียบฉัน... คือการปกป้องตัวเอง ไม่ใช่ความเห็นแก่ตัว"

เลือกตัวเองก่อน... คือก้าวแรกของการฮีลใจ

จากนี้ไป ขอให้คุณยึดกฎเหล็กข้อนี้ไว้ครับ: "ขอให้เลือกตัวเองก่อน ใจดีกับตัวเองให้มากๆ และมอบความเห็นอกเห็นใจให้กับคนที่ ‘คู่ควร’ กับคุณค่านี้เท่านั้น"

คนที่คู่ควร คือคนที่รับฟังคุณเช่นกัน คนที่เคารพพื้นที่ส่วนตัวของคุณ และคนที่สวมกอดคุณในวันที่คุณแตกสลาย ไม่ใช่คนที่มาทิ้งขยะอารมณ์ใส่แล้วเดินจากไป

ถ้าวันนี้สมองและจิตใจของคุณกำลังเหนื่อยล้าจากการแบกรับปัญหาของคนอื่น... อนุญาตให้ตัวเองเป็น "คนใจร้าย" (ในสายตาของคนเอาเปรียบ) ดูบ้างนะครับ เซฟพลังงานจากสมองส่วนหน้าของคุณเอาไว้ใช้ดูแลตัวเอง เอาไว้รักษาบาดแผลของตัวเอง และเอาไว้สร้างรอยยิ้มให้กับคนที่เขารักคุณจริงๆ ดีกว่าครับ

โลกใบนี้มีคนใจดีมากมาย แต่คนที่ต้องได้รับความใจดีจากคุณเป็นคนแรก... ก็คือตัวคุณเองนะ